มะเร็งรังไข่

รังไข่ (Ovary) เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง อยู่ภายในอุ้งเชิงกรานสองข้างของ มดลูก มีหน้าทีผลิตไข่ (Egg/Ovum) สําหรับใช้ในการสืบพันธุ์ไข่ที่ถูกผลิตมาจะเดินทางจากรังไข่ผ่านท่อนําไข่ (Follopian Tubes) ไปที่มดลูก (Uterus) เพื่อที่จะเกิดการ ปฏิสนธิและเติบต่อเป็นตัวอ่อนต่อไป

 

มะเร็ง เป็นโรคที่เกิดจากการผิดปกติของเซลล์ที่แบ่งตัวต่อเนื่องโดยไม่สามารถควบคุมได้

 

มะเร็งรังไข่ เป็นมะเร็งที่ เกิดจากการแบ่งตัวผิดปกติของเนื้อเยื่อบริเวณรังไข่ (Ovary) หรือท่อนําไข่ (Fallopian Tube) ทําให้รังไข่มีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดมีการแพร่กระจายซึ่งมักกระจายไปตามเยื่อบุช่องท้องหรือเข้าสู่กระแสเลือดหรือทางเดินนํ้าเหลืองจนไปปรากฏยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น อุ้งเชิงกราน, ปอดหรือตับ เรียกมะเร็ง รังไข่ระยะนี้ว่า “ระยะแพร่กระจาย (Metastasis)”
 

 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งรังไข่

 

สาเหตุที่แท้จริงของโรคมะเร็งรังไข่ยังไม่ทราบแน่ชัด อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคมะเร็งรังไข่แต่ก็ยังมีผู้ปู่วยยบางรายที่เป็นโรคโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ

 

  • สมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งโดยเฉพาะมารดาพี่สาว/น้องสาว

 

  • อายุที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะอายุมากกว่า 50 ปี มีประวัติเคยเป็น

 

  • มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งลำไส้ขึ้นไป พี่สาว/น้องสาว

 

  • มีประวัติเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดปกติ (endometriosis) หรือช็อคโกแลตซิสต

 

  • รับการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานาน

 

  • การสูบบุหรี่


อาการที่อาจบ่งบอกว่าเป็นโรคมะเร็งรังไข่

 

มะเร็งรังไข่ระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม

 

 

  • เบื่ออาหาร   

 

  • คลื่นไส้อาเจียน   

 

  • น้ำหนักขึ้นหรือลดโดยไม่ทราบสาเหตุ  

 

  • ปัสสาวะบ่อย

 

  • อาหารไม่ย่อยท้องอืดท้องเฟ้อ   

 

  • รู้สึกเหนื่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ   
  • ท้องเสียหรือท้องผูกเรื้อรัง

 

  • รู้สึกปวดท้องหรือปวดในอุ้งเชิงกราน   

 

  • มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

 

  • รู้สึกอึดอัดในช่องท้อง  

 

  • รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นหลังรับประทานอาหาร

 

อาการทั้งหลายเหล่านี้อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งรังไข่หรืออาจเป็นโรคอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายหาสาเหตุของอาการต่างๆ ต่อไป


การตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันในผู้ที่อาจมีความเสี่ยง

 

ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจคัดกรองเฉพาะสำหรับการป้องกันมะเร็งรังไข่
เนื่องจากมะเร็งรังไข่ในระยะแรกๆ มักไม่แสดงอาการ ดังนั้น วิธีที่พอจะช่วยให้พบรอยโรคแต่เนิ่นๆ ได้แก่

 

  • ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอดเพื่อดูลักษณะและขนาดของรังไข่รวมทั้ง ปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงรังไข่

 

  • ใส่ใจสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

 

  • ตรวจภายในประจำปี

 

  • ตรวจเลือดเพื่อวัดปริมาณสารที่สร้างจากมะเร็งรังไข่ คือ สาร CA125 

 


*ตรวจเลือดเพื่อวัดปริมาณสารที่สร้างจากมะเร็งรังไข่ คือ สาร CA125 ซึ่งอาจจะสูงขึ้นในมะเร็งรังไข่บางชนิดด้วยความระมัดระวังเพราะค่านี้อาจปกติในมะเร็งรังไข่บางชนิด และ อาจจะสูงขึ้นได้ในภาวะ เช่น เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ตับอักเสบ การอักเสบในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุมดลูเจริญผิดที่เนื้องอกของมดลูก ตั้งครรภ์และการมีประจำเดือน เป็นต้น

33

แนวทางการตรวจวินิจฉัย โรคมะเร็งรังไข่

 

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงในกาเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ควรจะไปพบแพทย์เพื่อจะดำเนินการค้นหามะเร็งตั้งแต่เริ่มแรกแพทย์และทีมผู้ดูแลสุขภาพจะเป็นผู้แนะนำถึงการตรวจต่างๆ เวลาที่เหมาะสมในการตรวจคัดกรองและวินิจฉัย รวมถึงการติดตาม
เนื่องจากอาการนำของโรคมะเร็งรังไข่ไม่จำเพาะเจาะจง และมีความคล้ายคลึงกับอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบอื่นๆ เช่น ระบทางเดินอาหาร หรือระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้ตรวจวินิจฉัยได้ล่าช้าและมัตรวจพบเมื่อโรคมีการลุกลามออกไปทำให้ผลการรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

 

  • การซักประวัติครอบครัว ประวัติทางพันธุ์กรรม หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่หรือเต้านมให้ตรวจพันธุ์กรรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

 

  • ตรวจร่างกายและตรวจภายใน เพื่อตรวจหารอยโรคก้อนมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเช่น หากพบว่ามีก้อนในอุ้งเชิงกรานหรือบริเวณปีกมดลูก

 

  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) มีประโยชน์ในการวินิจฉัยมะเร็งรังไข่ในระยะแรก ใช้เพื่อตรวจหาลักษณะและตำแหน่งของตัวก้อน

 

  • การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) เชน่ CA-125 หรือชนิด อื่นตามข้อบ่งชี้ เช่น CA19-9, CEA, HE4

 

  • การตรวจด้วยรังสีวินิจฉัย เช่น เอกซเรย์ปอด CT หรือ MRI ช่วยในการวินิจฉัยและดูการแพร่กระจายของโรค เพื่อวางแผนการรักษา

 

  • การตรวจชิ้นเนื้อ ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy)

 

ระยะของโรคมะเร็งรังไข่

 

ระยะที่ 1: เป็นระยะที่พบเซลล์มะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ 1 หรือทั้ง 2 ข้าง

 

ระยะที่ 2: เป็นระยะที่พบเซลล์มะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ 1 หรือทั้ง 2 ข้าง และเซลล์มะเร็งมีการแพร่ กระจายไปยังเนื้อเยื่อรอบๆ รังไข่ แต่ยังอยู่ภายในเยื่อบุอุ้งเชิงกราน

ระยะที่ 3: เป็นระยะที่พบเซลล์มะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ 1 หรือทั้ง 2 ข้าง และเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังเยื่อบุช่องท้องด้านบนหรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง

 

ระยะที่ 4: เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย เช่น ตับ ปอด เป็นต้น

32

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งรังไข่

 

สำหรับการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ข้นึ อยู่กับปัจจัยหลายประการรวมถึงชนิดของมะเร็งรังไข่,ตำแหน่ง ที่อยู่ ความรุนแรงของโรค และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย การพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจ เพื่อการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้การรักษาโดยกาผสมผสานกันของการผ่าตัด และการให้ยาเคมีบำบัด

 

สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ การเลือกยาในการรักษามะเร็งนั้น อาจมีความแตกต่างกันในคนไข้แต่ละคน เพราะถึงแม้ว่าคนไข้จะเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันแต่ลักษณะการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งอาจมีความแตกต่างกัน

ดังนั้นการตรวจหาการกลายพันธุ์ในเซลล์มะเร็งของคนไข้ด้วย การตรวจยีนมะเร็งอย่างครอบคลุม (Comprehensive Genomic Profiling) จะช่วยให้แพทย์และคนไข้สามารถร่วมกันวางแผนการรักษาและเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดกับคนไข้ได้อย่างเหมาะสม4-6

1. การผ่าตัด (Surgery)

 

การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับโรคมะเร็งรังไข่ ซึ่งสมควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางมะเร็ง นรีเวช จุดมุ่งหมายหลักของการผ่าตัดคือ เอาก้อนมะเร็งออกจากตัวผู้ป่วยให้มากที่สดุ ซึ่งลักษณะการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวก้อน ต่ำแหน่งของตัวก้อนบริเวณเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายไป

 

หากแพทย์วินิจฉัยว่าเซลล์มะเร็งที่เจริญเติบโตในรังไข่ยังไม่มีการลุกลามมากจนไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อนำเอาก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆ ออกโดยส่วนมากผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่มักได้รับการผ่าตัดเพื่อนำอวัยวะเหล่านี้ออก ได้แก่ รังไข่ทั้งสองข้าง ท่อนำไข่ มดลูก รวมถึงบริเวณปากมดลูกอาจผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองและเยื่อบุช่องท้องออกด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

2. การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

 

ยาเคมีบำบัดเป็นการใช้ยา เพื่อทำลายหรือยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วทั้งร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเซลล์มะเร็ง หรือเซลล์ปกติของร่างกาย เช่น ผม เล็บ เม็ดเลือด เยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น

 

ในกรณีผู้ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ในระยะแรกเริ่มจริงๆ ไม่มีการแตกของก้อนยังไม่มีการแพร่กระจายไปนอกรังไข่ การผ่าตัดอย่างเดียวอาจเพียงพอในการรักษาโดยไม่ต้องให้ยาเคมีบำบัด ในผู้ป่วยที่มีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ แล้วผู้ป่วยมักจะต้องได้รับยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัดเรียกว่า “การรักษาเสริมหลังการผ่าตัด” เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ กรณีนี้เป็นการรักษาเพื่อลดโอกาสของการกลับมาเป็นซ้ำ รวมถึงช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยด้วยนอกจากนี้ยาเคมีบำบัดยัง ใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ในระยะแพร่กระจายหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เพื่อหยุดการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งรวมทั้งบรรเทาอาการหรือความทรมานจากโรคมะเร็งรังไข่ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด และเพิ่มอัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยให้นานขึ้น

 

ผลข้างเคียงทั่วไปของยาเคมีบำบัด เช่น เบื่ออาหาร, คลื่นไส้อาเจียน, ผมร่วง, เหนื่อยล้า,โลหิตจาง, เกล็ดเลือดต่ำ, ติดเชื้อได้ง่าย เป็นต้น

3. การให้ยารักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy)

 

ยาแบบมุ่งเป้าเป็นการรักษาโดยการใช้ยาหรือสารอื่นๆ ที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งและก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ปกติน้อยกว่ายาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ปัจจุบันยารักษาแบบมุ่งเป้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

 

• ยากลุ่ม Anti-angiogenesis ท่อี อกฤทธ์ิยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่มาเลี้ยก้อนมะเร็ง และลดการสร้างน้ำในช่องท้อง ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของยาฉีด

 

• ยากลุ่ม PARP inhibitor ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการซ่อมแซมรหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของยารับประทาน

4. การรักษาด้วยฮอร์โมน ( Hormone therapy )

 

การใช้ฮอร์โมหรือสารต้านฮอร์โมน เป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งอาจมีผลในการช่วยชะลอหรือยับยั้งการเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งรังไข่ได้ อาจใช้ในการรักษาแบบประคับประคอง

 

การติดตามผลการรักษา

 

ผู้ป่วยหลังการรักษาจะได้รับการติดตามโดยแพทย์ผู้รักษาเพื่อดูแลสุขภาพต่อไปการตรวจติด ตามผลจะถี่หรือบ่อยเพียงใดขึ้นอยู่กับโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วยโดยปกติหลังการรักษาควรพบแพทย์ทุก 3 เดือน ใน 2 ปีแรกซึ่งมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงสุด จากนั้นเป็นทุก 6 เดือ น การติดตามผลโดยปกติจะใช้การติดตามอาการตรวจร่างกาย ตรวจภายใน ตรวจเลือดเพื่อหาสารติดตามผลมะเร็ง เอกซเรย์ และอื่นๆ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาระยะเวลาตามความเหมาะสม.

 

เอกสารอ้างอิง

1. American Cancer Society. Ovarian Cancer. Available at: https://www.cancer.org/cancer/ovarian-cancer.html. Last accessed December 2018
2. The National Comprehensive Cancer Network, Inc. NCCN Guidelines for Patients®OvarianCancer Version 1.2017. Available at: https://www.nccn.org/patients/guidelines/ovarian/index.html. Last accessed December 2018
3. European Society for Medical Oncology (ESMO). ESMO Patient Guide Series “What is Ovarian Cancer”. Available at: https://www.esmo.org/content/download/10097/201883/file/EN-Ovarian-Cancer-Guide-for-Patients.pdf Last accessed December 2018
4.Heim D et al. Int J Cancer 2014; 135: 2362–2369
5.Baumgart M et al. Am J Hematol Oncol 2015: 11: 10–13
6.Schwaederle M, Kurzrock R. Oncoscience 2015; 2: 779–780.